วันนี้อยากจะโค้ชชิ่ง
(Coaching) ตัวเองให้เป็นตัวอย่างกับทุกๆ ท่าน เพราะผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ
โค้ชตัวเอง (Life Coach) โดยบอกว่าเรามีโค้ชภายในของตัวเอง
และโค้ชนั้นคอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา โดยที่โค้ชจะไม่ตัดสินใจ
ไม่ตำหนิ แต่จะคอยกระตุ้นให้เราใช้ศักยภาพของเราเอง โดยการใช้คำถามและให้กำลังใจกับเราในเรื่องต่างๆ
ดังนั้น ถ้าเราฟังเสียงภายในของเราได้ เราก็จะมีโค้ชที่เข้าใจเรา
และอยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา
สมัยก่อนผมเป็นคนขี้กังวล
ชอบจินตนาการเรื่องร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้น
จนทำให้ตัวเองเครียด พอเริ่มโค้ชชิ่ง (Coaching) ตัวเองเป็น
ก็ทำให้คลายความกังวลไปได้เยอะ (ยังไม่หมดนะครับ ) จึงจะเล่าให้ฟังว่าผมโค้ชชิ่งตัวเองอย่างไรนะครับ
ลูกค้าทำไมน้อยจังเลย
ไม่รู้ว่าจะมีลูกค้าต่อเนื่องหรือไม่ ลูกค้าเก่าก็ยังไม่ได้
confirm วันฝึกอบรมเข้ามาเลย
ที่กังวลนี้
เพราะไม่ได้ตามเป้าหมาย หรืออยากได้เพิ่มอีก
เป้าหมาย
พอได้แล้ว เพราะ 2 เดือนข้างหน้ามีลูกค้ารออยู่แล้ว
แต่อยากให้มั่นใจเพิ่มว่าเดือนต่อๆไปก็ยังมีลูกค้าอีก
ถ้าอยากให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก
ต้องทำอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?
ก็ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้
- เปิดลูกค้าเพิ่มอีก
- นำเสนอCourse Outline ให้ลูกค้าที่สนใจ
- เปลี่ยนลูกค้าคาดหวังให้เป็นProposal ครบเครื่อง
- ส่งเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ให้ลูกค้าที่สนใจ
- ติดตามลูกค้าเป็นปกติ ไม่ต้องเร่งลูกค้า
แล้วกระบวนการเหล่านี้
น้องๆในทีมทำอยู่หรือไม่?
ถ้าให้คิดตอนนี้ก็อยากจะทำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า
เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้น้องๆ ไว้ส่งให้กับลูกค้าที่สนใจ
เช่น
- กรณีศึกษา
- ตัวอย่างคำปรึกษาเพิ่มเติม
- บทความที่เป็นประโยชน์
เป็นต้น
แทนที่จะมากังวล
แต่ไปทำเครื่องมือเพิ่มขึ้นจะดีกว่าหรือไม่?
จริงซินะ
เราคงเร่งลูกค้าไม่ได้ แต่ต้องให้ครบกระบวนการ และเสริมในสิ่งที่มีประโยชน์
เพิ่มขึ้น เดี๋ยวลูกค้าก็เลือกเราเอง
ความกังวลเป็นความรู้สึกเชิงลบ
ที่เราไปจดจ่อกับผลลัพธ์ที่เราไม่แน่ใจ แต่ถ้าเปลี่ยนมาสนใจเรื่องที่เราทำได้ความกังวลก็
คงจะหายไปเอง
จริงด้วย
เพราะหลายๆ ครั้ง ที่ผ่านมา เรากังวลเพราะผลลัพธ์ไม่ตรงกับความคิด
แค่นั้นเอง
ผมโค้ชชิ่ง
(Coaching) ตัวเองเยอะครับ เพราะทำได้ง่าย และทำได้ทันที
เมื่อไรมีความรู้สึกเชิงลบ ก็จะตั้งคำถามคล้ายๆ โค้ชกับตัวเองทันที
ก็แก้ไขไปได้เยอะเลยครับ ลองทำดูนะครับ